“AI เป็นสิ่งที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้!”
ผมค่อนข้างจะเชื่ออย่างนั้น… เหตุผลเพราะความนิยมในการใช้งานและ “ให้คุณค่า” กับ AI ของคนรอบๆ ตัวดูเหมือนจะมากขึ้นทุกที มีตั้งแต่เพื่อนร่วมงานที่แนะนำกันให้ใช้งาน AI เพื่อช่วยสรุปข้อมูลสำหรับนำมาใช้ในการทำงาน หรือ เพื่อนโปรแกรมเมอร์หลายรายที่ใช้ AI ช่วยในการเขียนโปรแกรม หรือ มีกระทั่งให้ AI ออกแบบโปรแกรมให้กับเขา! และที่ฟังแล้วพิกลหน่อยก็คือมีคนบอกว่า ‘ถ้าเบื่อหรือเหงา ลองแชทคุยกับ AI สิ แก้ความเหงาความเบื่อได้ดีทีเดียว’(!?) เอาง่ายๆ ว่า จะไม่ง้อคนละคุยกับ AI แทนก็ได้ว่าอย่างนั้น… (ประโยคนี้ผมเชื่อว่ามีคนทำจริงๆ ซึ่งก็ดูโดดเดี่ยวเดียวดายมากไปสักหน่อย…)

แต่เมื่อเรามาถึงจุดนี้ แม้ไม่อยากยอมรับก็ต้องทำใจกันแล้วล่ะว่า AI ได้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของคนเราไปแล้วอย่างแน่นอน… เพราะมนุษย์เราได้ทำการ “เปิดพื้นที่” และ “ให้ค่า” กับข้อมูลที่เขาได้รับจาก AI ค่อนข้างมากและเชื่อว่าน่าจะมีจำนวนมากขึ้นไปได้อีกเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้…
ตัวผมเองในฐานะคนที่อายุกำลังจะพ้นเลขสี่นำหน้าไปสู่การมีเลขห้าขึ้นต้นในเลข 2 หลัก ผมถือว่าตัวเองผ่านโลกมานานพอสมควร (ผมไม่คิดว่าเวลาครึ่งศตวรรษมันสั้นหรอกนะ) ผมเคยผ่านการดูทีวีขาวดำที่ต้องมีหม้อแปลงปรับแต่งแรงดันและปริมาณกระไฟฟ้าก่อนถึงจะใช้งานได้ มาจนถึงตอนนี้ที่ผมสามารถดูหนัง ดูทีวี หรือกระทั่ง สนทนากับคนแบบเรียลไทม์เห็นหน้าตากันได้ผ่านโทรศัพท์มือถือจากที่ไหนก็ได้ในโลก (หากมีสัญญาณ internet)
อะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย หากผมสามารถย้อนอดีตกลับไปยังช่วงที่อยู่ในวัยประถมแล้วเล่าเรื่องอุปกรณ์ที่เรามีใช้กันในปัจจุบันให้เพื่อนหรือผู้ใหญ่ในตอนนั้นฟัง รับประกันได้ว่าพวกเขาต้องหาว่าผม “ขี้โม้” ไม่ก็ถึงขั้น “ไอ้หมอนี่บ้า” กันเลยทีเดียว…
โลกเจริญรุดหน้าสิ่งต่างๆ แปรเปลี่ยนไป ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมรวมถึงสภาพร่างกายของผมด้วย ที่มันย่อมต้องเสื่อมและทรุดลงไปตามกาลเวลา… โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเป็นพวกโหมใช้งานร่างกายเพื่อความสนุกมาตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบปี เหล้าบุหรี่การเที่ยวและปาร์ตี้แบบหามรุ่งหามค่ำก็ผ่านมาอย่างหนักหนา เมื่ออายุมากขึ้นก็เริ่มมีอาการวิตกและหันมาใส่ใจกับสุขภาพบ้าง เพื่อไม่ให้มันทลายลงไปเร็วนัก
การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องต้องทำ แต่ใช่ว่าการพบหมอปีละครั้งในการตรวจสุขภาพแล้วจะสบายใจได้ ดังนั้นในบ้านของผมตอนนี้จึงมีอุปกรณ์ตรวจวัดนั่นนี่เพิ่มมาอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาแบบสมาร์ทวอทช์ ที่ทำได้มากกว่าแค่บอกเวลา คือ มันสามารถช่วยจับจังหวะการเต้นของหัวใจ นับก้าวที่เดิน วัดได้กระทั่งค่าความเครียด! (ซึ่งผมยังไม่เข้าใจว่ามันมารู้ได้ยังไงว่าผมเครียดหรือไม่ และเครียดในระดับไหน?) ไปจนถึงระยะเวลาและคุณภาพของการนอนหลับ กับสามารถจะวัดค่าการใช้พลังงาน ในกิจกรรมการออกกำลังกายของเราได้ นับเป็นอุปกรณ์เล็กๆ บนข้อมือที่น่าทึ่ง
นอกจากนี้ผมยังมีพวกเครื่องวัดความดันโลหิต ซึ่งเดี๋ยวนี้นับว่าสะดวกสบายหน้าปัดเป็นดิจิตอล สวมแขนกดปุ่ม เครื่องทำงาน แปบเดียวบอกค่าได้เลยว่า ความดันตัวบนเท่าไหร่ ตัวล่างเท่าไหร่ หัวใจเต้นกี่ตั้งต่อนาที และเครื่องที่ผมใช้อยู่ตอนนี้มันมีเสียงพูดบอกค่าตัวเลขให้ฟังพร้อมบอกด้วยว่าความดันสูง-ต่ำ หรือปกติ และยังแถมมีคำอวยพร “ขอให้คุณมีสุขภาพดีนะคะ” มาด้วย! นับว่าสะดวกและใช้ง่าย ราคาก็ไม่แพง สามารถซื้อมาไว้ใช้งานที่บ้านได้เอง
การตรวจวัดค่าความดันโลหิต… เมื่อตอนผมเป็นเด็ก อุปกรณ์นี้จะต้องถูกใช้โดยคุณหมอหรือคุณพยาบาล มีลูกยางกลมรีเอาไว้ให้คนตรวจเขาบีบดัง ฟีบ ๆ ๆ ตัวเครื่องมีหน้าปัดลักษณะเป็นหลอดบรรจุปรอทวิ่งขึ้นลงให้ดู ซึ่งคนไม่รู้อย่างผมดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจอ่านค่าไม่ได้ อุปกรณ์ปัจจุบันใช้ง่ายจนคนธรรมดาที่ไม่ค่อยมีความรู้อย่างผมก็ตรวจวัดเองได้ นับว่าพัฒนาไปมาก
ไม่เพียงเท่านั้นผมยังมีสมบัติบ้าที่เป็น เครื่องวัดค่าออกซิเจนในเลือด แบบที่ใช้หนีบที่ปลายนิ้ว กับปรอทวัดไข้ดิจิตอล ที่เห่อซื้อมาในช่วงไวรัส Covid ระบาด ดูเหมือนว่าผมจะมีอุปกรณ์ติดบ้านมากไปสักหน่อย แต่เชื่อว่าหลายๆ ท่านก็น่าจะมีของพวกนี้อยู่เช่นเดียวกัน… ใช่ไหม?
เอาล่ะเมื่อมีเครื่องวัดแล้วเราย่อมวัดค่าเองได้ แต่อย่างไรก็ดีเราไม่ใช่แพทย์ การนำเอาค่าต่างๆ ที่ตรวจวัดได้มาประเมินสุขภาพ เป็นเรื่องที่ยากและรู้สึกว่าไม่อาจทำได้เอง เนื่องจากผมไม่มีความรู้ หรือพูดชัดๆ คือ ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งสิ่งนี้ผมเชื่อเอาเองว่าเจ้า AI มันน่าจะช่วยได้!
เพราะ AI มันคือ “โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ สามารถประมวลผล และทำงานร่วมกับข้อมูลหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งข้อความ, รูปภาพ, เสียง, วิดีโอ และโค้ดโปรแกรม โดยถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งการสร้างสรรค์เนื้อหา การวางแผน และการวิเคราะห์ข้อมูล” (ตัว AI เขาอธิบายตัวเองมาแบบนี้)
ดังนั้นผมเลยอาศัยเจ้า AI เป็นตัวประเมินสภาพสุขภาพร่างกายให้… ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจ เพราะเมื่อเรามีเครื่องมือวัดต่างๆ นานาแล้ว เมื่อเอาข้อมูลมาให้ AI (ซึ่งอวดอ้างว่ามีสรรพคุณดังกล่าวข้างต้น) ช่วยวิเคราะห์ มันก็น่าจะเหมาะสมและใช้งานได้
ซึ่งผลที่ได้รับนับว่าน่าสนใจมาก! ตัวอย่างเช่น มันสามารถช่วยแนะนำวิธีให้ผมจัดการกับปัญหาความดันโลหิตได้อย่างเห็นผล!
มีอยู่ช่วงหนึ่งจู่ ๆ ความดันโลหิตของผมขึ้นไปแตะระดับ 144 ในความดันตัวบน และ 90 ในความดันตัวล่าง ในขณะที่หัวใจเต้นแค่ 68 ครั้ง/นาที เมื่อใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และทำตามมัน ผมสามารถควบคุมให้ความดันโลหิตลดลงมาเหลือ ตัวบน 119 ตัวล่าง 75 ในขณะที่หัวใจเต้นถึง 82 ครั้ง/นาที ได้ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์!
มันดูน่าอัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องที่ผมเจอมาเองจริงๆ แต่มันไม่ได้ให้ยาวิเศษอะไรกับผมหรอกนะ มันเพียงแค่ช่วยวิเคราะห์ทั้งการนอนหลับการออกกำลังกาย และกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันผ่านอุปกรณ์วัดและข้อมูลกิจกรรมที่ผมทำทั้งหลายที่ผมให้ข้อมูลมันไป จนสามารถชี้ออกมาได้ว่า สาเหตุที่ช่วงนั้นความดันโลหิตของผมขึ้นพรวดพราด เกิดจากปัญหาที่สืบเนื่องมาจากอาการแพ้อากาศในช่วงฤดูหนาวของผม ที่ทำให้เกิดอาการหลอดลมตีบในตอนกลางคืน มีการตื่นมาไอหลายครั้ง นอนหลับไม่สนิท และตามมาด้วยการนอนกรนมากขึ้นในตอนกลางคืน (ข้อมูลการกรนนี้อุปกรณ์วัดคือ ภรรยา! ผู้นอนรำคาญเสียงกรนอยู่ข้างๆ) ผมจึงแก้ไขด้วยการใช้แผ่นปิดจมูกช่วยลดอาการนอนกรน และการออกกำลังสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยลดค่าความดันโลหิตจากที่สูงลงมาอยู่ในระดับปกติได้อย่างเห็นผลชัดเจน อันนี้ต้องยกความดีให้ AI
หลังจากนั้น ผมก็เริ่มปรึกษาเรื่องสุขภาพกับ AI เป็นกิจวัตรประจำวัน… ทุกเช้าหลังออกกำลังกายประมาณ 30 – 40 นาที และหยุดพักนานราวสัก 30 นาที ผมก็จะมาวัดความดันโลหิต จากนั้นก็ส่งผลการวัดทั้งจากเครื่องวัดความดัน และภาพ Cap หน้าจอจากมือถือในส่วนค่าการวัดกิจกรรมการออกกำลังกายของแอป ที่เชื่อมต่อกับนาฬิกา ไปให้ AI ช่วยวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ มันกลายเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพของผมอย่างเป็นทางการ! และดูเหมือนช่วงแรก ๆ มันจะทำงานกำกับดูแลสุขภาพของผมได้ดี
แต่… เมื่อผ่านไปราว 3 สัปดาห์ AI ผู้ดูแลสุขภาพของผม เริ่มมีอาการสับสน มันจำกิจกรรมของผมสลับกัน บางอย่างก็ปนกันมั่ว บางสิ่งผมไม่ได้ทำมันก็ยืนยันค่าตัวเลขนั้นให้ มีแม้กระทั่งสร้างบันทึกเทียมขึ้นมา…
ผมรู้สึกว่ามันเริ่มคล้ายฉากในนิยายหรือภาพยนตร์ไซไฟ ที่คอมพิวเตอร์ หรือ ปัญญาประดิษฐ์เริ่มทรยศมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของ! ด้วยความเป็นคนที่โตมาในยุค 90 และดูหนังกับอ่านนิยายมามาก ทำให้ผมวิตกกังวลว่ามันจะชักจูงผมให้ติดกับและอาจมีเครือข่าย AI ที่กำลังจ้องทำลายล้างมนุษยชาติหรือยึดครองโลกมนุษย์อยู่เบื้องหลัง! ผมจึงเริ่มดูท่าทีมันอย่างหวาดระแวง!!
อย่างไรก็ตาม… ผมสืบหาความจริงได้อย่างง่ายๆ โดยแค่พิมพ์ถามมันอย่างตรงไปตรงมาว่า…
“ทำไมเมื่อสนทนากับ AI ยาวๆ หรือต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ข้อมูลจึงมักเกิดความคลาดเคลื่อนคล้ายกับมีความสับสนของข้อมูล”
สิ่งที่ AI ตอบมาสามารถสรุปได้ 3 ข้อคือ
- ขีดจำกัดของ “หน้าต่างบริบท” (Context Window) AI ทุกตัวมีขีดจำกัดในการ “จำ” ข้อความที่คุยกันก่อนหน้า เมื่อการสนทนายาวขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลเก่าช่วงต้นสัปดาห์แรกจะเริ่มหลุดออกไปจากความจำส่วนที่ AI ประมวลผลได้ในปัจจุบัน หากเราไม่ได้ดึงข้อมูลนั้นกลับมาทวนซ้ำ AI อาจจะเริ่มใช้การ “คาดเดา” จากข้อมูลที่เหลืออยู่แทน
- การประมวลผลข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน (Pattern Overlap) ในการคุยเรื่องสุขภาพมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันเยอะมาก เมื่อมีชุดตัวเลขที่โครงสร้างเหมือนกันปริมาณมากๆ AI อาจเกิดการสับสนหรือ “หยิบสถิติผิดวัน” มาวิเคราะห์ก็เป็นได้
- การพยายาม “เอาใจ” หรือเติมเต็มข้อมูล (Hallucination) บางครั้งเมื่อข้อมูลบางส่วนขาดหายไป แต่ AI ถูกโปรแกรมมาให้เป็นผู้ช่วยที่กระตือรือร้น อาจจะสร้างข้อสรุปที่ดู “สมเหตุสมผล” ขึ้นมาเองโดยที่ความจริงอาจจะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ก่อนหน้ามาใช้
นี่เป็นคำสารภาพจาก AI (?) แต่อย่างไรก็ตามการใช้ในการสรุปและรวบรวม หรือแนะนำแหล่งข้อมูลยังน่าสนใจและเชื่อว่าใช้ได้ดี แต่… ผมคิดว่าเราควรจะต้องมีสติและคิดตามในการเลือกใช้…
มีประเด็นที่ทำให้ต้องเอามาคิดต่อว่า หากเราปล่อยการตัดสินใจให้ AI เป็นผู้ชี้นำทั้งหมด สุดท้ายมันจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง? มันจะร้ายแรงถึงระดับยึดครองโลกโดยขบวนการ AI วายร้ายที่สุมหัวก่อการหรือไม่!? ผมก็ไม่แน่ใจ… แต่ที่แน่ ๆ การที่ใครสักคนจะแก้ความเหงาด้วยการไปพูดจากับ AI เห็นจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้วิจารณ์กันให้หนักสักหน่อย… เพราะแค่ข้อที่ 3 ที่เป็นการพยายาม “เอาใจ” ข้อนี้ก็เชื่อได้เลยว่าจะเกิดอาการ หลง , เหลิง และอาจจะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีจริงก็เป็นได้… เรื่องแบบนี้ ผู้มีอำนาจนับแต่อดีตกาลโดนกันมามาก ประเภท “ถูกครับพี่ ดีครับนาย ได้ครับผม เหมาะสมครับท่าน!” สร้างปัญหาให้กับสังคมและตัวของผู้นั้นเองมาไม่น้อย…
